ใช้ QR Code กับธุรกิจให้ได้ผล — ตัดสินใจอะไรบ้างก่อนสั่งพิมพ์

ผู้จัดทำ: QRS.in.th· เผยแพร่

ปัญหาของ QR ในธุรกิจไม่ใช่การสร้าง — สร้างใช้เวลาสิบวินาที ปัญหาคือการตัดสินใจ สามอย่างก่อนสั่งพิมพ์ ซึ่งถ้าเลือกผิดแล้วแก้ไม่ได้โดยไม่พิมพ์ใหม่ทั้งล็อต

ถ้าอยากเข้าใจกลไกข้างใน QR ก่อน อ่าน QR Code คืออะไร ทำงานยังไง

ตัดสินใจข้อ 1: ปลายทางนี้จะไม่เปลี่ยนอีกเลยใช่ไหม

นี่คือข้อที่แพงที่สุดถ้าเลือกผิด เพราะ QR ที่พิมพ์ไปแล้วแก้ไม่ได้

QR ไม่ได้ “ชี้” ไปไหน มันคือภาพที่ฝังข้อความไว้ข้างในตายตัว ถ้าข้อความนั้นคือ URL ปลายทางจริง วันที่เว็บย้ายหรือโปรโมชั่นจบ QR ทุกใบที่พิมพ์ไปแล้วก็ตายตาม

ข้อจำกัดของเว็บนี้ที่ต้องรู้ก่อนใช้กับงานพิมพ์: ลิงก์ย่อที่สร้างจากที่นี่ เปลี่ยนปลายทางทีหลังไม่ได้ และลบไม่ได้ เราไม่มีระบบสมาชิก จึงไม่มีทางรู้ว่า ใครเป็นเจ้าของลิงก์ไหน — ถ้าเปิดให้แก้ปลายทางได้ ใครก็ตามที่รู้ลิงก์สั้นของคุณ ก็แก้ให้ไปที่ไหนก็ได้ นั่นอันตรายกว่าการแก้ไม่ได้มาก

ถ้างานของคุณจำเป็นต้องเปลี่ยนปลายทางทีหลังจริงๆ — เช่นเมนูที่ย้ายเว็บบ่อย หรือแคมเปญที่ยังไม่รู้ปลายทางตอนสั่งพิมพ์ — ให้ใช้บริการที่มีระบบสมาชิกและ ฟีเจอร์แก้ปลายทาง อ่านเทียบเว็บย่อลิงก์ไทย ว่าเจ้าไหนทำได้บ้าง อย่าฝืนใช้ของที่ทำไม่ได้แล้วมาเสียใจตอนพิมพ์ไปแล้ว

สิ่งที่การย่อลิงก์ก่อนยังช่วยได้จริง แม้จะเปลี่ยนปลายทางไม่ได้: ได้สถิติว่ามีคนกดเข้าไปกี่ครั้ง และได้ QR ที่จุดห่างกว่ามาก เพราะลิงก์สั้นกว่า URL จริงเยอะ — พิมพ์เล็กลงได้และสแกนติดง่ายกว่า

ตัดสินใจข้อ 2: จะวัดผลอะไรได้จริงบ้าง

ตรงนี้ต้องพูดให้ตรง เพราะหลายเว็บโฆษณาเกินจริง

สิ่งที่วัดได้จริง เมื่อ QR ชี้ไปที่ลิงก์ย่อ คือ จำนวนครั้งที่ลิงก์นั้นถูกเปิด พร้อมประเทศ อุปกรณ์ และแหล่งที่มา ดูได้ที่หน้าสถิติของลิงก์

สิ่งที่วัดไม่ได้ คือจำนวน “การสแกน” ที่แท้จริง เพราะการสแกนเกิดขึ้นในกล้อง ของผู้ใช้ ไม่มีใครรู้ ถ้าคนสแกนแล้วไม่กดเข้าไป หรือกล้องแสดงตัวอย่างลิงก์แล้ว เขาเปลี่ยนใจ — ไม่มีอะไรถูกนับ ตัวเลขที่เห็นคือคนที่เข้าไปถึงปลายทางแล้ว

วิธีใช้ให้เกิดประโยชน์: ทำลิงก์ย่อคนละอันต่อจุดที่ติด แล้วจะรู้ว่าจุดไหนได้ผล ป้ายหน้าร้านกับสติกเกอร์บนโต๊ะควรเป็นคนละลิงก์ ใบปลิวรอบ ก.ค. กับ ส.ค. ก็คนละลิงก์ ถ้าใช้ลิงก์เดียวกันหมด ตัวเลขรวมบอกอะไรไม่ได้เลย

ทำทีเดียวหลายลิงก์ได้ที่หน้าสร้างหลายอัน

ตัดสินใจข้อ 3: พิมพ์ใหญ่แค่ไหน

ระยะสแกนกับขนาด QR สัมพันธ์กันประมาณ 10 : 1 — อยากให้สแกนได้จากระยะ 1 เมตร QR ต้องกว้างประมาณ 10 ซม.

ติดตรงไหน ระยะสแกน ขนาดขั้นต่ำ
สติกเกอร์บนโต๊ะ เมนู 20-30 ซม. 2-3 ซม.
นามบัตร ใบปลิว 20-30 ซม. 2 ซม.
โปสเตอร์หน้าร้าน 1-2 ม. 10-20 ซม.
ป้ายไวนิลหน้าตึก 5 ม.+ 50 ซม.+
สติกเกอร์บนสินค้าชิ้นเล็ก 10-15 ซม. 1.5-2 ซม.

ห้ามใส่ QR บนอะไรที่เคลื่อนที่ — ข้างรถ ป้ายบนรถเมล์ ป้ายริมถนนที่คนขับรถผ่าน คนสแกนไม่ทัน และอันตราย

ที่พลาดกันบ่อยจนต้องพิมพ์ใหม่

เคลือบเงาแล้วสะท้อนแสง — เมนูเคลือบพลาสติกเงา สติกเกอร์เคลือบมัน ใต้ไฟร้านสว่างๆ กล้องจับไม่ติดเพราะแสงสะท้อนกลบ ใช้เคลือบด้าน

สลับสีขาว-ดำ — QR ต้องเป็นจุดเข้มบนพื้นอ่อน ทำกลับด้าน (พื้นเข้ม จุดอ่อน) เครื่องอ่านหลายตัวอ่านไม่ออก

สีอ่อนเกิน — สีทองหรือสีพาสเทลบนพื้นขาวดูดี แต่คอนทราสต์ไม่พอ ทดสอบด้วยการถ่ายรูปขาวดำ ถ้ายังแยกจุดกับพื้นได้ชัดถึงจะผ่าน

ไม่มีข้อความบอกว่าสแกนแล้วได้อะไร — QR เปล่าๆ ไม่มีใครสแกน ใส่ป้ายกำกับ เช่น “สแกนดูเมนู” “สแกนรับส่วนลด 50 บาท” ให้ชัด (หน้าสร้าง QR ใส่กรอบพร้อมข้อความกำกับได้ หรือใช้ป้ายเมนูที่มีข้อความพร้อมพิมพ์)

พิมพ์แล้วไม่ลองสแกน — ลองด้วยมือถืออย่างน้อยสองเครื่อง ทั้ง iPhone และ Android ในสภาพแสงจริงที่หน้างาน ก่อนสั่งพิมพ์ทั้งล็อต

งานที่ QR เหมาะจริงในบริบทร้านค้าไทย

รับเงินด้วยพร้อมเพย์ — สร้าง QR พร้อมเพย์ ใส่จำนวนเงินไว้ล่วงหน้าได้ ลูกค้าไม่ต้องพิมพ์เลขเอง ลดโอนผิดบัญชี

WiFi ให้ลูกค้า — QR WiFi สแกนแล้วต่อเลย ไม่ต้องบอกรหัสทีละคน และไม่ต้องเขียนรหัสติดผนัง ที่พักทำใบละห้องได้

เมนูร้านอาหาร — ป้าย QR เมนู ใส่ชื่อร้านกับลิงก์เมนูที่มีอยู่ ได้ป้ายพร้อมพิมพ์ตั้งโต๊ะ ลูกค้าสแกนแล้วเปิดเมนูทันที ไม่มีค่ารายเดือน

เพิ่มเพื่อน LINE OA — ช่องทางที่ลูกค้าไทยติดต่อกลับจริงมากที่สุด ถ้าให้ QR ชี้ผ่านลิงก์ย่อจะรู้ด้วยว่าจุดไหนพาคนมาเพิ่มเพื่อนได้

นามบัตร — vCard QR สแกนแล้วบันทึกลงสมุดโทรศัพท์ทันที ไม่ต้องพิมพ์ตาม

สต็อกและครุภัณฑ์ — งานภายในใช้บาร์โค้ด Code 128 เหมาะกว่า QR เพราะเครื่องยิงบาร์โค้ดในร้านอ่านได้เลย

อ่านเพิ่มเติม